การพัฒนาการของวิธีการทำการตลาดที่ผันแปร ไปสู่การตลาดออนไลน์

วิธีการทำการตลาดนั้นเป็นวิธีการที่จะมาช่วยในเรื่องของการทำธุรกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นให้มีรูปแบบ แบบแผนการทำธุรกิจที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดผลรับกับการทำธุรกิจที่กำลังดำเนินการอยู่ไปในทางที่เสียหาย จึงจำเป็นที่จะต้องมีเรื่องของวิธีการทำการตลาด มาเป็นตัวกำหนดแนวทางในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ โดยวิธีการทำการตลาดมีมาตั้งแต่ยุคสมัยที่ยังไม่มีเรื่องของการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเข้า่มาเป็นตัวช่วยในเรื่องของการทำธุรกิจที่จะเน้นทำธุรกิจไปในด้านอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เรื่องของการทำธุรกิจในสมัยนั้นเองก็อาจจะมีการดำเนินรูปแบบธุรกิจที่ค่อนข้างช้า เพราะกว่าจะได้สินค้าหรือส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าหรือผู้ที่เข้ามาใช้บริการนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ช่องทางการสื่อสารเพียงโทรศัพท์อย่างเดียว ทำให้รูปแบบการทำธุรกิจในสมัยนั้นก็มีรูปแบบที่ยังไม่สามารถทำธุรกิจเกิดขึ้นมาได้มากนัก ทำให้เรื่องของการทำการตลาดนั้นก็มีความจำเป็นอย่างมากเพราะจะต้องมีเรื่องของการจัดรูปแบบ แบบแผนของธุรกิจ ณ ตอนนั้นจะสามารถดำเนินการไปในทิศทางไหน ก็ต้องมีการใช้การทำการตลาดมาช่วยเป็นตัวกำหนดแบบแผนทั้งหมดในการทำธุรกิจในสมัยนั้น ซึ่งแตกต่างจากยุคสมัยปัจจุบันที่ได้มีการนำเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตที่ได้มีการพัฒนาแล้วเข้ามาช่วยในเรื่องของการทำธุรกิจให้มีการเริ่มต้นทำที่ง่ายขึ้น และสามารถทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่การทำการตลาดเองก็ยังขาดไม่ได้ในเรื่องของการทำธุรกิจที่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้เข้ามา จึงทำให้เรื่องของการทำการตลาดได้มีการพัฒนารูปแบบให้รองรับกับวิธีการทำธุรกิจในยุคสมัยที่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเทคโนโลยีสมัยใหม่และยังมีอินเทอร์เน็ตมาเป็นช่องทางการทำธุรกิจให้ธุรกิจที่ทำอยู่นั้นมีโอกาสเกิดผลสำเร็จได้มากยิ่งขึ้นไปได้ โดยวิธีการพัฒนาของการทำการตลาดคือให้วิธีการนี้สามารถนำไปใช้ในโลกอินเทอร์เน็ตได้ หรือที่เรียกกันว่าการทำการตลาดออนไลน์ จากการที่ได้มีการทำการตลาดออนไลน์เข้ามาช่วยในเรื่องของการดำเนินธุรกิจในรูปแบบปัจจุบันที่ได้มีเรื่องของคู่แข่งทางธุรกิจที่เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมากเช่นกันทำให้การทำธุรกิจนั้นมีประสิทธิภาพและเปิดโอกาสที่จะมีความสำเร็จในเรื่องของการทำธุรกิจมากกว่าธุรกิจคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทำอย่างไรเมื่อใช้บริการเช่ารถหรูแล้วเกิดอุบัติเหตุ

การขับรถเช่าหรือการขับรถส่วนตัวบนถนนนั้น โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันถือว่ามีพอๆกัน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับกลุ่นคนที่ชอบเช่ารถไปท่องเที่ยวในต่างจังหวัดหรือเช่ารถเพื่อใช้ในการทำงาน ลองมาดูกันดีกว่าว่า ต้องทำอย่างไรบ้างเมื่อใช้บริการเช่ารถหรูแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้น เพื่อที่หากเกินเหตุการณ์นั้นขึ้นจริงๆ จะได้รับมือได้ถูก โทรติดต่อผู้ให้บริการรถเช่าทันที เพื่อเรียกบริษัทประกันภัย โดยใช้หมายเลขติดต่อฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงของบริษัทรถเช่า ดูได้จากสติกเกอร์ติดอยู่ที่หน้ากระจกรถ จากนั้นก็รอให้ตัวแทนจากบริษัทประกันภัยมาถึงที่เกิดเหตุ สำหรับกรณีที่ผู้เช่าใช้คูปองเช่ารถแบบประกันชั้น 1 ไม่มีดีดัก ผู้เช่าจะไม่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นยางรถกับกระจกรถเสียหาย ขณะที่หากผู้เช่าใช้คูปองเช่ารถแบบประกันชั้น 1 มีดีดัก ผู้เช่าจะเสียค่า excess หรือค่าเสียหายส่วนแรกตามความเสียหาย จ่ายสูงสุดไม่เกิน 8,000 – 10,000 บาท แล้วแต่รุ่นรถที่เช่าและผู้ให้บริการ อย่างไรก็ตามข้อตกลงของแต่ละบริษัทอาจมีเงื่อนไขในกรณีต่างๆที่แตกต่างกันไป ผู้เช่าสามารถสอบถามได้จากเจ้าหน้าที่คอลเซ็นเตอร์ของบริษัทรถเช่า จากนั้นทางเจ้าหน้าที่บริษัทรถเช่าจะเป็นฝ่ายติดต่อกับเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย เพื่อไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียด โดยแม้ว่าคู่กรณีจะยอมรับผิด และเรียกประกันของตัวเองมาเพื่อออกใบเคลมให้ ผู้เช่าก็ยังต้องติดต่อเบอร์ฉุกเฉิน เพื่อเรียกประกันของบริษัทรถเช่าให้ออกหลักฐานให้ผู้เช่าด้วย ติดต่อตำรวจให้มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ ไม่ว่าการชนครั้งนั้นจะรุนแรงหรือไม่รุนแรง มีผู้บาดเจ็บหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว นอกจากบริษัทรถเช่ากับบริษัทประกันแล้ว ผู้เช่าก็ควรติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นมาที่เกิดเหตุอยู่ดี เพื่อให้มาช่วยประกันภัยดำเนินการในเรื่องทางกฏหมายให้เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อย อย่าเคลื่อนย้ายรถจนกว่าตำรวจและประกันจำทำงานเสร็จ ข้อนี้เป็นสิ่งที่ควรทำไม่ว่ารถที่เกิดอุบัติเหตุจะเป็นรถส่วนตัวหรือรถเช่า ผู้ขับขี่ห้ามเคลื่อนย้ายรถจนกว่าตำรวจจะมาถึงที่เกิดเหตุเพื่อทำเครื่องหมายก่อน ไม่ว่าสถานการณ์ในตอนนั้นจะยุ่งยากลำบากเท่าไหร่ก็ตาม ผู้ขับขี่ก็ต้องรอ ซึ่งระหว่างนั้นผู้ขับขี่ควรถ่ายรูปที่เกิดเหตุให้เห็นเส้นแบ่งเลนจราจร , เส้นทางเดินรถ […]

เลือกเช็คเบี้ยประกันรถยนต์ให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อประกันรถยนต์

การซื้อประกันรถยนต์ของคนไทยในปัจจุบันนั้นได้เป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งเกิดจากการที่ยอดของประชาชนคนไทยภายในประเทศได้มีการใช้รถยนต์เพื่อขับขี่กันเองเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องมีการคำนึงถึงความปลอดภัยในการขับขี่และรถยนต์ของตัวเองหากประสบอุบัติเหตุจะต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่องของการซ่อมแซมรถยนต์ของตัวเองหรือของคู่กรณีที่ได้เข้าชนกัน จึงทำให้ต้องมองหาประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มค่าในเรื่องของการคุ้มครองที่ดีและเหมาะสมกับตัวเอง ซึ่งหลักการเลือกประกันรถยนต์ให้ดีนั้นจะสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ จากฐานะของผู้ทำประกันรถยนต์นั้นจะสามารถชำระได้ถึงระดับไหน และเหมาะสมกับประกันรถยนต์ประเภทไหนถึงจะคุ้มค่ามากที่สุด เพราะในปัจจุบันเองก็ได้มีบริษัททำประกันรถยนต์เกิดขึ้นมากันเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องของการเลือกใช้บริการที่ว่าประกันรถยนต์ที่ไหนดีที่สุด เบี้ยประกันที่ต้องทำการชำระคุ้มค่าหรือไหม ทำให้ต้องมีการเปรียบเทียบและเช็คเบี้ยประกันรถยนต์ในแต่ละบริษัทให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ และเรื่องที่เช็คได้ง่ายที่สุดในเรื่องของการตัดสินใจซื้อก็คือการเช็คเบี้ยประกันรถยนต์ที่แต่ละบริษัทเองจะมีข้อเสนอในเรื่องของการผ่อนชำระ พร้อมการคุ้มครองมีรูปแบบที่เหมาะสมกับราคาและเหมาะสมกับตัวผู้ทำประกันรถยนต์อีกด้วย มาตรฐานในการทำประกันรถยนต์นั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 ประเภท ดังนี้ ประกันรถยนต์ประเภท 1 เป็นประกันรถยนต์ที่มีการคุ้มครองที่มีความครอบคลุมมากที่สุดในประกันทุกประเภท ซึ่งจะคุ้มครองปัญหาที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ในทุกกรณี และการจ่ายเงินหรือผ่อนชำระเบี้ยประกันรถยนต์ประเภทนี้เองก็ค่อนข้างสูง ประกันรถยนต์ประเภท 2+ เป็นประกันรถยนต์ที่มีการคุ้มครองที่มีความครอบคลุมรองมาจากประกันประเภท 1 ซึ่งจะคุ้มครองปัญหาที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ประเภทไฟไหม้หรือรถสูญหาย แต่จะไม่คุ้มครองในกรณีอุบัติเหตุทั่วไป โดยประกันรถยนต์ประเภท 2+ จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีความชำนาญในการขับขี่มานานแล้ว และการจ่ายเงินหรือผ่อนชำระเบี้ยประกันรถยนต์ประเภทนี้ก็มีค่าใช้จ่ายที่พอตัวแต่รองลงมาจากประกันรถยนต์ประเภท 1 ประกันรถยนต์ประเภท 3+ เป็นประกันรถยนต์ที่มีการคุ้มครองที่ครอบคลุมในเรื่องของอุบัติเหตุที่เกิดจากการชนของรถด้วยกัน ซึ่งต้องเป็นยานพาหนะทางบกเพียงอย่างเดียว และต้องมีคู่กรณีอยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งประกันรถยนต์ประเภทนี้จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีความชำนาญในเรื่องของการขับรถยนต์แต่มีค่าใช้จ่ายที่จำกัด ประกันรถยนต์ประเภท 3 เป็นประกันรถยนต์ที่มีราคาในการชำระหรือผ่อนเบี้ยประกันน้อยที่สุด เนื่องจากประกันรถยนต์ประเภทนี้จะไม่คุ้มครองตัวผู้ทำประกันในทุกกรณี แต่จะคุ้มครองเพียงคู่กรณีที่ได้เข้ามาชนกันเพียงอย่างเดียว จึงทำให้เป็นประกันรถยนต์ที่มีคนเลือกใช้น้อยที่สุดและมีราคาที่ถูกที่สุด จากข้อเปรียบเทียบของประกันทั้ง 4 ประเภททำให้ได้เห็นว่าการคุ้มครองของประกันแต่ละประเภทจะแตกต่างกันยิ่งมีการคุ้มครองมากเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายในเรื่องของการจ่ายค่าประกันรถยนต์หรือผ่อนเบี้ยชำระก็มีความแตกต่างกันตามความคุ้มครองของแต่ละประเภท จึงจำเป็นที่ต้องมีการเช็คการคุ้มครองและเช็คเบี้ยประกันรถยนต์กันให้ดีก่อนที่จะทำการตัดสินใจซื้อนั้นเอง